เป้าหมายของบทที่ 9 คือพระเยซูเป็นความสว่าง ที่นำทางคนตาบอดให้มาถึงความสว่าง
ความสว่างคืออะไร // ตาบอดหรือความมืดคืออะไร
ความสว่างคือความจริง ความจริงคือความเป็นจริงในฝ่ายวิญญาณ
ความมืดคือความไม่จริง ความไม่จริงคือความเป็นจริงที่ตาเรามองเห็น หูได้ยิน ตามอารมณ์และความรู้สึก
1. เมื่ออาดัมไม่เชื่อฟังพระเจ้า เขาก็ตกหล่นจากความสว่าง (ความจริง) ของพระเจ้า
2. มนุษย์ต้องเดินในทางแห่งความมืดหลายพันปี
3. พระเยซูนำความสว่าง (ความจริง) ของพระเจ้าเข้ามายังโลกอีกครั้ง
4. เมื่อพระเยซูฟื้นคืนพระชนม์โลกแห่งฝ่ายวิญญาณก็เปิดออก ความสว่างหรือความจริงของพระเจ้าอยู่ในโลกวิญญาณ ไม่ได้อยู่ในโลกแห่งเนื้อหนัง
5. คริสเตียนจึงสามารถเข้าไปอยู่ หรือดำเนินชีวิตในความสว่าง (ความจริง) ของพระเจ้าได้ด้วยความเชื่อ
6. ความเชื่อคือสิ่งเดียวเท่านั้นที่ผู้เชื่อต้องใช้เพื่อดำเนินในความสว่างนี้
วันไหนเราเหนื่อย อ่อนล้า ง่วงนอน ขาดสุข ขาดกำลัง เราก็อยู่ในอาดัม อยู่ในความไม่จริง หรืออยู่ในความมืด
แต่การย้ายเข้ามาอยู่ในความจริงของพระเจ้า เราเพียงแค่อธิษฐาน ทั้งบอกตัวเองและบอกพระเจ้าว่า... ข้าไม่เหนื่อย เอเมน / ข้าไม่อ่อนล้า เอเมน / ข้าไม่ง่วงนอน เอเมน / ข้ามีสันติสุข เอเมน / ในพระเจ้ามีแต่สิ่งที่ดีๆ ทั้งนั้น สิ่งที่เป็นด้านลบนี้คือความมืดและความไม่จริง เอเมน / โอ้พระเยซู เอเมน / ข้าอยู่ในพระองค์แล้ว เอเมน / ข้าอยู่ในพระวิญญาณ เอเมน (1 โครินธ์ 1.30)
ต่อไปนี้คือความจริง (ความสว่าง) ในพระคริสต์ที่ผู้เชื่อมากมายไม่รู้...
ความจริงเรื่องคริสเตียน
“คริสเตียนคืออะไร”
คริสเตียน:
1. เป็นมนุษย์วิญญาณเพราะว่า เขาบังเกิดใหม่ในวิญญาณ (ยอห์น 3.3-5)
2. เป็นคนชอบธรรมตั้งแต่วันที่เขาเชื่อจนถึงวันตาย ถึงแม้ว่า เขาจะทำบาปในแต่ละวันก็ตาม เพราะว่า พระเจ้ามองไม่เห็นเขา แต่ทรงเห็นพระคริสต์ทึ่เป็นเสื้อที่ดีที่สุดครอบคลุมเขาไว้ทุกเวลา (ลูกา 15.22; 1 คร. 5.16-17)
3. เป็นคนชอบธรรมแล้วโดยความเชื่อเท่านั้น (ไม่เกี่ยวกับการเชื่อฟัง) (โรม 5.1, 19-22)
4. เป็นวิหาร (บ้าน/ที่อยู่ถาวร) ของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (1 คร. 6.19-20; ยน. 14.16-21, 17.26) เมื่อเขาทำบาปพระเจ้าจะไม่ออกไปจากเขา แต่เขาต่างหากที่ออกไปจากพระเจ้าที่ประทับอยู่ในวิญญาณ (โรม 8.5-7; ยน. 15.1-5)
5. เป็นแขกแปลกหน้าของโลกนี้ เขาอยู่ในโลกนี้ชั่วคราวเพื่อช่วยมนุษย์ให้ได้พบชีวิตที่แท้จริง (ฟิลิปปี 3.20)
6. เป็นขโมยและโจรเพื่อมาขโมยทรัพย์สมบัติของมารซาตาน (มัทธิว 12.27-29)
โลกนี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจการครอบครองของซาตานแล้ว
มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาเป็นทรัพย์สมบัติของซาตาน พระเยซู สาวก และเราผู้เชื่อคือขโมยที่เข้ามาแย่งชิงเอาคนที่ไม่เชื่อที่เป็นสมบัติของมัน
7. คือผู้ที่ค้นพบสันติสุขโดยไม่กระหายอีกเลย (ยน. 4.14) ผู้เชื่อแท้เขาจะไม่อ่อนแอ งอแง ท้อแท้ บ่น ท้อ ถดถอย เบื่อ หรือเซ็งอยู่เป็นประจำ (ฟป. 4.4)
8. คือผู้ที่อยู่ในกระบวนการการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่เพราะว่า เขาหลุดพ้นจากสังคมคริสเตียนศาสนา และเข้าสู่ความรู้ล้ำลึกแห่งพระวิญญาณแล้ว (มธ. 13.11, 17, 19; ยน. 8.32; 17.17; โรม 12.2)
คุณเป็น “คริสเตียน” ที่มีคุณสมบัติแปดประการนี้หรือยังครับ
ความจริงเรื่องที่อยู่ของคริสเตียนทุกวันนี้
“สวรรค์บนดิน” ในยุคนี้มีจริงหรือ...?
เป็นคำถามที่พี่น้องบางท่านถามผม และนี่คือคำตอบจากพระวจนะบางข้อที่ผมอยากแบ่งปันพี่น้องครับว่า ผมและพี่น้องบางท่านได้พบสวรรค์บนดินนี้ ใช้ชีวิตแบบชาวสวรรค์นี้ทุกวันอย่างมีสันติสุข และรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่ได้จริงหรือทั้งๆ ที่มีปัญหาร้อยแปดพันประการ
เราเป็นมนุษย์วิญญาณ หรือมนุษย์แห่งสวรรค์เพราะว่า เราตายจากโลกนี้ และได้บังเกิดใหม่ในฝ่ายวิญญาณหรือฝ่ายสวรรค์แล้ว (ยน. 3.3-5; กาลาเทีย 6.14)
เราถูกสร้างขื้นใหม่เพื่ออยู่ในฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าทรงห้ามมิให้เราอยู่ในฝ่ายเนื้อหนัง และพิจารณาตัดสินทุกสิ่งตามที่ตามองเห็นซึ่งเป็นฝ่ายเนื้อหนังอีกต่อไป (1 คร. 5.16)
เราดำเนินด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ด้วยตา หู การสัมผัสทั้งห้าของเนื้อหนัง พร้อมทั้งอารมณ์และความรู้สึก (2 คร. 5.7)
เราถูกย้ายจากโลกนี้ หรืออาณาจักรแห่งความมืดนี้ เข้าไปอยู่ในอาณาจักรแห่งพระบุตรในสวรรค์สถานแล้ว (โคโลสี 1.13)
อาหารของเราคืออาหารแห่งสวรรค์ คือพระเยซู เรากิน ดื่ม รับพระองค์ด้วยการเชื่อว่ารับเมื่อเราอ่าน อธิษฐาน และสามัคคีธรรมกับพระเยซู (ยน. 6.35, 51)
น้ำดื่มแห่งสันติสุขของเราเป็นน้ำดื่มแห่งสันติสุขที่มาจากสวรรค์ และทรงตั้งไว้อยู่ภายในเรา (ยน. 4.14)
เราวิ่งแข่งในการแข่งขันฝ่ายวิญญาณ (1 คร. 9.24-26; ฟป. 3.12-14; กิจการ 20.24)
เป้าหมายของเราคือวิ่งแข่งจนสำเร็จ เพื่อรับรางวัลคือราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ที่จะมาตั้งอยู่ในโลกนี้ในยุคสุดท้ายและโลกหน้า (มธ. 5.19-20; 7.21-27; 2 ทิโมธี 4.7)
เรานั่งอยู่กับพระบิดาในสวรรค์สถานทุกวันและทุกเวลา (ในพระคริสต์) (เอเฟซัส 2.6)
พระเจ้าทรงไถ่เรา นำเราเข้าสู่ชีวิตที่สุขล้น มีชัยชนะเหนือบาปและทุกสิ่งได้ แต่เราไม่รู้ และไม่ได้ดำเนินชีวิตแห่งชาวสวรรค์ในสวรรค์บนดินแห่งนี้ น่าเสียดายที่เชื่อพระเจ้าแล้ว แต่สุขและชัยชนะไม่มี จึงพบแต่ทุกข์และความพ่ายแพ้จนวันตาย
9.6 เมื่อตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงบ้วนน้ำลายลงที่ดิน แล้วทรงเอาน้ำลายนั้นทำเป็นโคลนทาที่ตาของคนตาบอดนั้น
น้ำลายคือสิ่งที่ออกมาจากพระโอษฐ์ (ปาก) ของพระเยซู คือถ้อยคำ และคำพูดของพระเยซูซึ่งสามารถช่วยมนุษย์ได้ เพราะอำนาจแห่งถ้อยคำนี้พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งขึ้นมา และใช้เพื่อต่อสู้กับพระคริสต์เทียมเท็จในอนาคต
สรุปทุกสิ่งที่ออกจากปากพระเจ้าล้วนแต่มีพลังที่ยิ่งใหญ่
9.7 แล้วตรัสสั่งเขาว่า “จงไปล้างออกเสียในสระสิโลอัมเถิด” (สิโลอัมแปลว่า “ใช้ไป”) เขาจึงไปล้างแล้วกลับเห็นได้
ไปล้างโคลนออกเสีย คือไปล้างชีวิตเนื้อหนังที่มาจากอาดัม หรือทำลายชีวิตเก่าเสีย
แล้วจะกลับเห็นได้ คือการยอมล้าง ทำลาย หยุดใช้ชีวิตอาดัมซึ่งไม่สามารถช่วยเราให้หลุดพ้นจากอาการบอดฝ่ายวิญญาณได้ และยิ่งใช้สติปัญญาอาดัมมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเข้าสู่ความมืดมากเท่านั้น ผลก็คือหลงทาง หลงเชื่อผิดและแปลผิด
เราจะพบว่า ผู้รับใช้ และผู้เชื่อมากมายทุกวันนี้ต่างก็มองว่าผู้อื่นตกขอบ เชื่อผิด ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัวว่า เขาตกขอบ
การล้างโคลน (ดิน) ออกคือการยอมตายต่อมนุษย์อาดัม (โรม 6.3-4) ครับ
โคลนมาจากดิน ดินคือชีวิตอาดัม
ฟาริสีจ้องมองที่ผิดถูก แต่พระเยซูใส่พระทัยที่มนุษย์ผู้ต้องการการช่วยเหลือ
9.15 พวกฟาริสีก็ได้ถามเขาอีกว่า ทำอย่างไรตาเขาจึงมองเห็น เขาบอกคนเหล่านั้นว่า “เขาเอาโคลนทาตาของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ล้างออกแล้วจึงมองเห็น”
9.16 ฉะนั้นพวกฟาริสีบางคนพูดว่า “ชายคนนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า เพราะเขามิได้รักษาวันสะบาโต” คนอื่นว่า “คนบาปจะทำการอัศจรรย์เช่นนั้นได้อย่างไร” พวกเขาก็แตกแยกกัน
เมื่อพระเยซูไม่รักษาวันสะบาโตเดิมของยิว ฟาริสีที่ไม่เข้าใจน้ำพระทัย และแผนการบริหารของพระเจ้าที่กำลังจะเปลี่ยนไปแล้วจากยุคเก่าสู่ยุคใหม่ จากพระบัญญัติเดิมสู่พระบัญญัติใหม่จึงหาว่า พระเยซูไม่ได้มาจากพระเจ้าและใช้อำนาจผี
ชายที่ตาบอดคือคนที่ตอบได้ดีกว่าใครคืออะไร...
9.23 เหตุฉะนั้นบิดามารดาของเขาจึงพูดว่า “จงถามเขาเถิด เขาโตแล้ว”
เป็นเรื่องชายตาบอดที่หายดี
เรื่องการรักษาให้หาย การได้รับสุข และการเปลี่ยนจิตใจใหม่ อย่าเชื่อเมื่อพี่น้องที่คริสตจักร หรือผู้รับใช้บอกว่า เขามีสันติสุขทุกวันแล้ว เขารับการเปลี่ยนแปลงใหม่ แต่ขอให้เชื่อในสิ่งที่เราได้มีประสบการณ์ผ่านตัวเอง เราคือคนที่ตอบได้ดีกว่าใครเพราะว่าเรารู้ และประสบกับการทำงานของพระเจ้า
…
…

